วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เข้าสู่โลก Hi-def

ผ่านมา 1 เดือน หลังจากซื้อ TV
อยากดู youtube ผ่านจอ TV เลยลองต่อเน็ตบุคกับ LCD TV
ปรับความละเอียดได้ 1024 x 768
ทดลองเปิดหนัง mkv 720p ปรากฏว่า ภาพชัดกว่า dvd เยอะเลย

ตอนนี้กำลังตัดสินใจ ว่าจะซื้อ blueray player หรือซื้อ harddisk player ดี
ถ้าเอา brand name หน่อย ก็มี apacer al460 แต่มีข้อติหลายข้อ เช่น
- ไม่มี DTS, ช่อง audio out เป็นช่องขนาด 3.5
- ช่อง usb อยู่ด้านหน้า เกะกะเวลาเสียบ external harddisk

ถ้าจะเอา brand จีน ก็มีแบบที่ใส่ฮาร์ดดิสไว้ภายในได้ แต่ก็จะมีพัดลมในเครื่องด้วย
เท่าที่ดู น่าจะมีปัญหาเรื่องความร้อน และเสียงพัดลมแน่

เจอ 2 รุ่น ใส่ฮาร์ดดิสภายในไม่ได้ แต่ราคา 2600 บาท
เท่าที่ดูเสปค และข้อมูลในเน็ต ก็น่าซื้อดี

ส่วน blueray player คงต้องขอผ่าน เพราะราคาต่ำสุด 4000 และเล่น mkv ได้ไม่ถึง 1080p

อีกประการ หลานที่บ้านอายุ 3 ขวบ ชอบเอามือจับแผ่น dvd เล่น
ถ้าซื้อ blueray player มา แผ่นคงเป็นรอยหมด แต่ถ้าซื้อเป็น harddisk player
แผ่น dvd จะเก็บไว้ในห้อง ที่ TV จะมีแต่เครื่องเล่นกับ รีโมท น่าจะช่วยให้แผ่นเก็บได้นานขึ้น

เอาไว้เก็บตังค์ได้แล้วจะไปซื้อ harddisk player มาเล่น
การเข้าสู่โลก Hi-def นี่ต้นทุนสูงจริงๆ ตั้งแต่ซื้อ TV ใหม่ , เครื่องเล่นใหม่ , ซื้อ external harddisk เพิ่ม

เพื่อภาพที่คมชัด เรายอม ....

วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554

รีวิว Panasonic L32C20

เพิ่งจะมี LCD TV เป็นของตัวเองเครื่องแรกเลยขอรีวิวหน่อย

รุ่นนี้เป็น Panasonic ขนาด 32 นิ้ว ความละเอียด 1366x720 เหตุผลที่ตัดสินใจเลือก Panasonic คือ
1. ภาพสวย
2. ประกัน 2 ปี
3. มีโหมดประหยัดไฟ กินไฟแค่ 50 วัตต์

พอซื้อมาแล้ว สิ่งที่ประทับใจมากๆก็คือภาพสวยนั่นแหล่ะ
ไม่ว่าจะเปิด VCD, DVD, TV, DivX ภาพชัดหมด
ไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่อง Blueray หรือ HD TV ก็สัมผัสกับ Hidef ได้

โดยเซ็ตสัญญาณภาพ ที่ปล่อยออกมาจากเครื่องเล่น DVD
ให้เป็น PAL + Progressive Scan
จะได้ภาพขนาด 576p หรือ 720x576
ซึ่งเป็นความละเอียดสูงสุดที่เครื่อง DVD ธรรมดา จะปล่อยออกมาได้

ตัวอย่าง แผ่น DVD ที่ดูกับ TV เครื่องนี้แล้วภาพชัดมาก
MIIB, TREMORS, ThunderBirds

วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

วิวัฒนาการของมนุษย์

คนเรามักจะมีความชอบไม่เหมือนกัน เช่น บางคนชอบร้องเพลง บางคนชอบซื้อของแพง บางคนชอบซื้อของถูก

บางคนรักแมว บางคนรักพ่อแม่ บางคนรักแฟน ก็ว่ากันไป

ช่วงนี้มีโอกาสได้เลี้ยงหลานอายุ 3 ขวบ (ลูกน้องสาว)
ทุกๆวัน หลานจะมีความต้องการอยู่ 3-4 อย่าง คือ
1. อยากดูแก๊งการ์ตูน
2. อยากเล่นเกมมือถือ
3. อยากกินนม
4. อยากเตะบอล
5. อยากซื้อหนม

แล้ว ที่เล่ามานี่ มันสำคัญยังไง แค่ความต้องการของเด็ก 3 ขวบ
เกี่ยวอะไรกับวิวัฒนาการของมนุษย์

ลองสังเกตุดีๆ จะพบว่า
1. หลานไม่เคยพูดว่า อยากได้ LCD 32 นิ้ว
2. ไม่เคยพูดว่า อยากได้มือถือรุ่นนั้น
3. ไม่เคยพูดว่า อยากอยู่บ้านหลังโตๆ
4. ไม่เคยพูดว่า อยากได้รถ บีเอ็ม

สิ่งที่หลานต้องการ ก็มีแค่ การ์ตูน ขนม นม เล่นกับเพื่อน

ดังนั้น สิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องการ ไม่ว่าจะบ้าน รถ หรืออะไรก็แล้วแต่
มันคือวิวัฒนาการอย่างหนึ่งของมนุษย์เรา คือความอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด

ยิ่งเราอายุมากขึ้น รู้จักสิ่งต่างๆมากขึ้น
เราก็ยิ่งอยากได้สิ่งที่ซับซ้อนมากกว่าความต้องการพื้นฐานมากขึ้น

เขียนทิ้งไว้เฉยๆ เผื่อคนที่ผ่านมาอ่าน จะรู้จักควบคุมความต้องการของตน
ไม่ให้คล้อยตาม ความเจริญของโลกใบนี้

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

จน เครียด แต่ไม่กินเหล้า

ช่วงนี้ของขายไม่ค่อยได้ ความต้องการจากลูกค้ายังมีอยู่ แต่คนไม่ค่อยซื้อ
มีคู่แข่งเข้ามาขายตัดราคา ยิ่งแย่ใหญ่
แย่ขนาด ต้องโทรขอตังค์แม่ใช้
ดีที่เราไม่มีต้นทุนอะไรมาก พอทำกับข้าวเองเป็น ก็เลยพอถูไถ

ระหว่างที่เครียดเรื่องยอดขาย นึกเซ็งๆ เลยหยิบหนังขึ้นมาดู The Blair Witch Project
เป็นเรื่องของคนหลงป่า 3 คน พยายามหาทางออกออกจากป่า
ดูจบก็ย้อนดูตัว เราจะหาทางออกจากป่าได้ยังไง

ถ้ามุ่งตะวันตก เราก็อาจจะเดินเป๋ไปเป๋มาจนย้อนกลับมาที่เดิม
สาเหตุที่เราหลง และหาทางออกจากป่าไม่ได้ เพราะเรามองไม่เห็นในระยะ 1 ก.ม.
ถ้าเรากระโดดขึ้นไปสูงระดับตึก 10 ชั้นได้ เราคงเห็นทางออก
แต่ในความเป็นจริง เราทำแบบนั้นไม่ได้

ถ้าวันนี้มุ่งตะวันตก พรุ่งนี้มุ่งใต้ มะรืนมุ่งตะวันออก เราก็จะยิ่งหาทางออกไม่เจอ เพราะเดินวน

จริงๆไม่เคยเดินป่า แต่ถ้าเป็นเรา เราจะเดินตามลำธาร ไปตามทางน้ำไหล ที่ปลายทางต้องมีบ้านคนแน่
เมื่อมีบ้านคน ก็จะมีหมู่บ้าน และออกจากป่าได้

ในสถานะการณ์ที่มืด 8 ด้าน เราต้องไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
เราต้อง focus ไปที่สิ่งเล็กๆ ที่เชื่อถือได้

การพยายามอยู่รอดในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ก็เหมือนการพยายามหาทางออกจากป่า
เราต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน เป็นเป้าหมายเล็กๆที่ แน่ใจว่าเราทำสำเร็จ

ได้แนวคิดจากหนังแล้ว ก็เลยมีกำลังใจที่จะปรับปรุงผลงาน และต่อสู้กับปัญหายอดขายต่อไป

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2552

ลูกไม้ ฟันกำไร ของห้างค้าปลีก

เนื่องจากเป็นนักช็อป เดินเช็คราคาของบ่อย ก็เลยเริ่มสังเกตุได้ว่า ราคาสินค้าในห้างค้าปลีก มันทะแม่ง ๆ เพราะทุกห้างจะโฆษณาเหมือนกันว่า ห้างเราขายถูกกว่า แต่เท่าที่เดินๆดู ราคาสินค้าบางรายการ แพงกว่าท้องตลาดด้วยซ้ำไป

มาดูกันว่า พวกห้างค้าปลีกเหล่านี้ มีนโยบาย กำหนดราคายังไง

ในแต่ละห้างจะมีอยู่หลายแผนก เช่น แผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า, แผนกกีฬา, แผนกของเด็กเล่น, แผนกอาหารสด, แผนกอาหารสัตว์, แผนกเสื้อผ้า, แผนกเฟอร์นิเจอร์

ช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ พวกเขาจะเน้นการลดราคาไปที่ แผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า เรียกว่า สามารถซื้อ TV 29 นิ้ว ในราคา 5000 บาท เชียวแหล่ะ
แล้วลดราคามากแบบนี้ พวกเขาจะได้กำไรยังไง
แผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า ลดราคาก็จริง แต่เวลาคนเข้าห้าง คนก็จะซื้อสินค้าประเภทอื่นไปด้วย
เช่น อาหารแมว พวกเขาก็จะขายอาหารแมวแพงกว่าปรกติ เช่น เดิมขาย 120 ก็ขาย 135
หรือที่ตักผง ราคาเดิม 20 ก็เปลี่ยนเป็น 59
ข้าวสาร 5 ก.ก. เดิม 99 ก็เปลี่ยนเป็น 120

พอเรานึกว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าูถูก เราก็พลอยคิดว่า อย่างอื่นถูกไปหมด
แล้วเราก็ซื้อสินค้าต่างๆ แพงกว่าราคาท้องตลาด 10% โดยที่เราไม่รู้ตัว

ช่วงนี้ เป็นช่วงปลายเดือนเมษา ใกล้เปิดเทอมแล้ว
ทางห้างจะหันมาเน้นลดราคา แผนกชุดนักเรียน กระเป๋าใส่หนังสือ
สินค้าพวก เครื่องใช้ไฟฟ้า ก็กลับมาราคาปรกติ TV 29 นิ้ว ก็ 8000 บาท

เมื่อชุดนักเรียนถูก คนก็จะคิดว่า ของทุกอย่างในห้างถูก
พอซื้อสินค้าประเภทอื่นไปด้วย ก็เลยไม่รู้ตัวว่า ซื้อของแพงกว่าปรกติ 10% ทางห้างก็ฟันกำไรอีกเช่นเคย

วิธีป้องกันตัวเองไม่ให้ซื้อของแพง ทำยังไง ?
ทำตามคำแนะนำที่ติดไว้หน้าห้าง "เช็คราคาแล้ว ถูกกว่าที่อื่นแน่นอน"

คือเราจะซื้ออะไร อย่าเพิ่งซื้อ เดินดูราคาก่อน
แล้วอีก 2-3 วัน มาเดินดูอีกที
ทำแบบนี้ เดือนละ 3-4 ครั้ง
เราจะเริ่มจำราคาจริงของสินค้าได้ ว่าราคาจริงของมันคือเท่าไหร่

เช่น วันนี้เราเจอ น้ำมันพืช ราคา 28 ถูกกว่าปรกติ 40 เราก็ซื้อได้เลย
แต่ไปเจอ อาหารแมว 135 แพงกว่าปรกติ 120 เราก็เอาไว้ก่อน เอาไว้ซื้อคราวหน้า
เจอไอติม ปรกติกล่องละ 49 วันนี้มีโปร 2 กล่อง 88 เราก็ซื้อได้เลย

พอเราจำราคาได้ เราก็จะได้ซื้อแต่ของถูก อยู่สม่ำเสมอ
ไม่เผลอไปบวกกำไรให้ทางห้างอีก 10% เหมือนที่เคย

เราไปห้างพวกนี้ เราต้องทำตามคำขวัญของห้าง
"เช็คราคาแล้ว ถูกกว่าที่อื่นแน่นอน"

555555

วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2552

ขายสินค้าไม่ได้ควรทำอย่างไร ?

เวลาขายไม่ออก เรามักจะเครียด นั่งเฝ้าว่าเมื่อไหร่ลูกค้าจะเข้าร้าน
ทางออกที่ดี เวลาขายไม่ออก ก็คือ หยุดเป็นพ่อค้าไว้ก่อน แล้วหันไปเป็นลูกค้าแทน

วิธีทำง่ายๆ ก็คือเดินออกจากบ้าน ไปหาซื้อสินค้า
เช่น อยากกินนม ก็ไปเซเว่น เลือกนมที่อยากกิน ซื้อ แล้วก็กลับบ้าน

เวลาเราเป็นลูกค้า เราจะช่างเลือก เราจะคิดถึงปัจจัยทุกอย่าง เพื่อให้ได้ของที่ดีที่สุด

การได้เป็นลูกค้า ช่วยเตือนสติให้เราเข้าใจลูกค้า
หลังจากนั้น เราก็ปรับปรุงหน้าร้าน ปรับปรุงสินค้า ยอดขายก็จะดีขึ้นเอง

ยกตัวอย่าง เหตุการณ์จริง

เมื่อวานอยากได้สายแลน เดินไปที่ห้าง IT
คนขายเรียก "มองหาอะไร ถามได้ครับ"
ก็ถามไป "มีสายแลนขายไหม"
คนขายตอบ "มี เอากี่เมตร"
เราก็บอก "ถูกที่สุดเท่าไหร่"
คนขาย "เมตรละ 12 บาท"
เราบอก "เอา 5 เมตร"
แล้วก็จ่ายตังค์ แล้วก็ซื้อของออกมา

เหตุการณ์นี้ให้ข้อคิดว่า

ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้
เงินทุกบาทมีค่า ลูกค้าจะไม่อยากถูกหลอก

ถ้าคนขายตอบว่า มี แล้วเราตอบว่า เอา 5 เมตร
เราไม่รู้ว่ามันจะราคา 100 บาท หรือ 200 บาท

ดังนั้น เพื่อให้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ เราจึงถามก่อนว่า "ถูกที่สุดเท่าไหร่"
คำตอบของคนขายคือ 12 บาท
เมื่อเรามั่นใจ ว่าเราควบคุมราคาได้ เราจึงสั่งซื้อ
สายความยาว 5 เมตร ราคา 60 บาท

การขายครั้งนี้ จึงเกิดขึ้นได้ ด้วยเหตุผลดังนี้
1. คนขายมีความยืดหยุ่น ไม่กำหนดราคาตายตัว ยอมให้ลูกค้าเลือกได้
2. ราคาสินค้า ไม่แพง เลือกซื้อมากหรือน้อย ก็ได้

ดังนั้น การออกไปเป็นลูกค้าบ้าง จะช่วยให้เราปรับปรุงยอดขายของสินค้าของเราได้